F50 History ตอนสอง

posted on 29 May 2010 18:38 by cakewalk

+F50.7(Tunit II)
เปิดตัวในปี2006

ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใดมากมายนัก
ยกเว้นน้ำหนักที่เบาขึ้น และดีไซน์ที่ดูดียิ่งขึ้น
***เริ่มมีUpperลายสโมสร***

F50.8(Tunit III)
เปิดตัวในปี2007
รุ่นล่าสุดของรองเท้ารุ่นนี้
เบา รวดเร็ว แต่ไม่แข็งแรงมาก
Designสวยหรูขึ้น ใช้Chassisเป็นสองชั้นเพื่อความแข็งแรง
มีลูกเล่นให้ติดสติ๊กเกอร์เบอร์หรือสัญลักษณ์ Adidas ไว้ใต้พื้นด้านใน(เรียกว่าAdidot)
ทางเยอรมันเรียกรุ่นนี้ว่า Kler (Clear) คือความหมายของส้นรุ่นนี้
นอกจากนี้ทาง Adidas ได้ลด น้ำหนัก ส่วน Midsole ลงด้วย
จากเดิมที่ใช้ ชิ้นเดียว เปลี่ยนเป็น สองชิ้น
โดยในEuro2008ที่ผ่านมา อาดิดาสได้ผลิตUpperเป็นลายของทั้ง16ประเทศที่เข้าร่วมแข่งขัน
ออกมาขายเป็นLimited Editionอีกแล้วครับท่าน

 

+F50.9(Tunit IV)
first lunch 2008

ที่เปลี่ยนไปเห็นจะมีเพียงอย่างเดียวคือ lance cover หรือ "ลิ้น"

ซึ่งรุ่นนี้จะมีสีพิเศษสำหรับ Leonel Messi สตาร์ชาวอาร์เจนตินา หนึ่งสี

และความพิเศษอย่างนึงของรุ่นนี้ ที่หลายๆคนยังอาจจะไม่รู้ก็คือ

เมื่อเราวางรองเท้าไว้คู่กัน เราจะเห็นลายที่รองเท้าเป็นรูปหัวใจครับ

 

F50i(Tunit V)
first lunch 2009

เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดสำหรับรองเท้าซีรี่ย์นี้
มาพร้อมกับทางเลือกสองทางคือ รุ่นหนังแท้ และรุ่นsprintskin อันเป็นหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง
นอกจากนั้นก็ยังมีclimacoolมาให้เป็นตัวเลือกอีกเช่นเคย

เนื่องจากว่าsprintskinนั้น แม้จะมีความยืดหยุ่นสูง แต่ด้วยการใช้หนังชั้นเดียวมาทำรองเท้า
ทำให้ประสิทธิภาพอาจจะถดถอยไปพอสมควร และเกิดฉีกขาดได้ง่าย จึงต้องระมัดระวังด้วย
ส่วนรุ่นที่เป็นหนังนั้น เป็นหนังแท้ ที่เป็นชนิดพิเศษ

F50i กำลังเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแรง นับตั้งแต่การเปิดตัวต่อโลกครั้งแรกในนัดชิงUCL
เมื่อMessi ถอดมันออกมาจูบโชว์ต่อหน้ากล้อง ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวในวงกว้าง
แม้แต่ในประเทศไทย มือฟรีคิกระดับพระกาฬในTPLอย่าง อาทิตย์ สุนทรพิธ แห่งสมโสร ชลบุรี
ก็ยังไว้ใจและสวมใส่F50iเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกอะไรหากรองเท้ารุ่นนี้จะครองใจใครๆได้ในเวลาอันรวดเร็ว

และแน่นอน 50i ก็ยังมีสีพิเศษของmessiอีกเช่นเคย

F50 History

posted on 29 May 2010 18:30 by cakewalk

พึ่งนึกได้ว่า ยังไม่ได้ลงประวัติของF50เลย

แต่ดันวิเคราะห์ลงไปแล้ว

 

ก็ มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

 

F50 seriesนั้น เริ่มเปิดตัวครั้งแรกใน คศ2003
โดยออกมาในสีดำแถบเหลือง
ตัวรองเท้านั้น ทำมาจากหนังจิงโจ้ในบริเวณUpper
เชือกจะอยู่ด้านในของลิ้นรองเท้า เพิ่มพท.สัมผัสลูกบอลให้มากขึ้น
Midsole/Outsole มีเทคโนโลที่เรียกว่า FusionFrame system
และใช้พื้นรองเท้าแบบแยก
พื้นรองเท้าด้านในมีมาให้3แบบด้วยกันคือ Light,Comfort,Professor
ต่อมาในปี2004 ได้ออกสีEUROออกมา เป็นสีขาวเทา-ฟ้า
จากนั้นจึงออกสีเงิน-ดำและ ขาว-ดำตามมา

 

+F50

เริ่มเปิดตัวครั้งแรก ปลายปี2004
ตัวรองเท้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ยังใช้เทคโนโลยีเช่นเดิม
ที่เปลี่ยนไปคือลายด้านข้างรองเท้า ที่หลายๆคนเรียกมันว่าลายใยแมงมุม
ทำมาจากพลาสติกทีมีคุณสมบัติในการยึดเกาะ ทำให้สัมผัสบอลดีขึ้น
มีออกวางขายทั้งหมดหกสี(สำหรับตัวปกติ) และอีกสีนึงเป็นหนังจิงโจ้ล้วน

(ตัวหนังจิงโจ้ล้วนคือตัวที่พระเอกเรื่องโกลล์ ใส่อ่ะครับ)

 

+F50.6
เปิดตัวในปี2005
จัดว่าเป็นรุ่นที่เข้าสู่แฟชั่นอย่างเต็มตัว
ตัวรองเท้าใช้วัสดุที่เรียกว่าadiHex syntheticในการผลิต
และยังคำนึงถึงการใช้งานอย่างเต็มที่ โดยเราสามารถเปลี่ยนปุ่มสตั๊ด
ให้เหมาะสมกับสภาพสนามได้ โดยปุ่มที่ให้มา มีครบทั้ง HG FG SG
รองเท้ามีส่วนประกอบ3ส่วนคือ
1. Upper ตัวรองเท้า
2. Chassis พื้นรองเท้าด้านใน(เป็นฐานสำหรับ ปุ่มด้วย)
3. Stud (ปุ่ม)

โดยเราสามารถเลือกเปลี่ยนปุ่มได้ตามชอบ จะผสมอย่างไรก็ได้
และยังมีChassisที่เป็นรุ่นLightweightแยกขายต่างหากด้วย

 

นอกจากนี้ ยังมีรุ่นพิเศษที่ออกมาในซีรีย์Y-3

ของดีไซน์เนอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่น YOHJI YAMAMOTOอีกด้วย(จำนวนจำกัด)

วิเคราะห์ F50 series = SPEED type?!?

posted on 15 May 2010 21:25 by cakewalk
เมื่อคืน ก่อนนอน นึกครึ้มๆ เขียนเรื่องนี้ลงกระดาษไว้
เพราะตัวเองก็ชอบserieนี้ รุ่นแรกๆ และพบว่ามันมีความต่างอยู่พอสมควร

F50เป็นสายสปีดจริงหรือ?

คำถามนี้วนเวียนในหัวผมมานานแล้ว
ทำไมจึงเป็นอยางนั้น?
ลองพิจารณากันตามนี้

ยุคแรก
F50 seriesนั้น เริ่มเปิดตัวครั้งแรกใน คศ2003
ซึ่งตอนเปิดตัว ก็เน้นไปทางด้าน สีสัน และประสิทธิภาพที่"ออกแนวว่าจะเน้นความเร็ว"
แต่วัสดุยังเป็นหนัง และมีน้ำหนักพอๆกับพรีเดเตอร์
แม้ว่าจะมีพื้นรองด้านในมาให้เปลี่ยน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เบาลงไปเท่าไหร่
ตัวพรีเซนเตอร์ก็ยังไม่ใช่ตัวจี๊ดความเร็วสูง
เป็นพวก คีรอน ดายเออร์,ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า,ชิบริล ซิสเซ่

ต่อมาตัว+F50 ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก
พรีเซนเตอร์ยังเป็นชุดเดิม
ชุดพื้นรองที่ให้มาสามชุดนั้น ชุดlightweight มันเบามาก
ช่วยลดน้ำหนักได้พอควร และ ตัวรองเท้าเริ่มกระชับเหมาะกับการวิ่งสปีด(อันนี้ฟีลส่วนตัว)
โดยรวมแล้ว รุ่นนี้มันเป็นรองเท้าoverallมากกว่า ใส่ตั้งแต่กองหน้ายันประตู

ยุคสอง
ยุคสองของF ก็คือยุคของTunit
F50.6 ไม่ได้เปิดตัวมาเป็นรองเท้าสายสปีด!
แต่เป็นรองเท้าที่ มีไว้เพื่อการพร้อมใช้งานทุกสภาพสนาม
และสามารถปรับแต่ง(ปุ่ม)ได้ตามสไตล์ของผู้ใส่

เมื่อเข้าสู่รุ่นต่อๆมา
ก็ได้มีผู้บริโภค หยิบยกรองเท้าซี่รี่ย์นี้ ไปเทียบกับเจ้าความเร็วอย่างMV
เนื่องจากนักฟุตบอลที่สวมใส่รองเท้าF เป็นพวกใช้ความเร็ว กระชากลากเลื้อย
โดยนักฟุตบอลที่เท้าให้รองเท้ารุ่นนี้ถูกจัดเป็นรองเท้าสายสปีด มีหลายคน เช่น
ฌอน ไรท์ ฟิลลิป ตอนที่ย้ายจากแมนซิฯไปเชลซี
ดาวิด โอดอนคอร์ นักเตะทีมชาติเยอรมัน ที่มีสปอนเซอร์ส่วนตัวเป็นไนกี้
แต่ตอนเล่นทีมชาติช่วงบอลโลกปี06ต้องใส่อาดิดาส ตามกติกาของเดเอฟเบในช่วงนั้น
และ เอชลีย์ โคล แบ๊กซ้ายจอมบุกของอังกฤษที่ใส่เอฟมาอย่างยาวนาน
ทว่า กับตัวสินค้าแล้ว ไม่ได้ถือว่าเบาขึ้นซักเท่าไหร่

แต่ความแตกต่างของระดับสินค้า(ผมหมายถึงตัวท๊อป กลาง บ๊วย)
โดยเฉพาะตัวท๊อปกับรอง ที่ต่างกันมากราวฟ้ากับเหว(ไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่มันต่างกันเยอะ)
เพราะตัวท๊อปเปลี่ยนปุ่มได้ นั่น นู่น นี่ แต่ตัวรองเป็นปุ่มใบมีดธรรมดาๆ แม้ว่าอัพเปอร์จะเหมือนหรือคล้ายกัน
ความรู้สึกของผู้บริโภคทั่วไป(ไม่ใช่พวกเราที่ศึกษาจริงจัง) จะมองว่ามันต่างกันเยอะ
ไม่เหมือนพรีเดเตอร์หรือเพียว ที่ต่างกันไม่มาก ปุ่มอะไรก็คล้ายกัน

แล้วยิ่งพรีเซนเตอร์ตัวหลักอย่างเมสซี่ ดันมาใส่ตัวพื้นแบบF30อีก
ผู้บริโภค จะยิ่งสับสนมากขึ้น ว่าตกลงมันยังไงกันแน่
และตรงนี้ อาจจะเป็นจุดสำคัญ ของการพัฒนาเข้ายุคที่สาม

ยุคที่สาม

เปิดตัวมาด้วย Adizero ที่เราๆท่านๆ ได้เสพรูปกันอยู่ และใกล้จะได้เสพของจริงเร็วๆนี้(บางท่านเสพไปแล้ว)
การพัฒนาเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

ทั้งวัสดุ รูปทรง และอื่นๆ ที่กลายเป็นรองเท้าสายสปีดอย่างเต็มตัว
ลบข้อบกพร่องระหว่างรุ่นได้อย่างแนบเนียน ด้วยความเหมือนที่แทบจะแยกไม่ออก
(ถ้าใครเคยเห็นรูปจะทราบว่ามันคล้ายมาก จนพี่น้องเราบางท่านและตัวผมเอง ออกปากว่า ขอแค่F30ก็พอแล้ว)

และนับจากนี้ รองเท้ารุ่นนี้ ก็จะเป็นรองเท้าสายสปีดอย่างแท้จริง
และจะได้รับการพัฒนาไปสู่ความเหนือชั้น
อย่างที่อาดิดาสเคยทำมากับพรีเดเตอร์ อย่างแน่นอน

สรุป
โดยแรกเริ่ม รองเท้าF serieไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสปีดโดยตรง
แต่ผู้บริโภค ก็ได้นำไปเปรียบเทียบเอง
อีกทั้ง อาดิดาสก็ไม่ได้มีสายสปีดของตัวเองอยู่แล้ว
รองเท้าซีรี่ย์นี้จึงถูกจัดเข้าสายสปีดไป

จากนั้นก็พัฒนาจนมาถึรุ่นล่าสุด ที่เป็นสปีดอย่างเต็มตัว

อ่อ อีกอย่าง
ผมว่าAdizeroอาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวนี้
(เป็นรองเท้าอเมริกันฟุตบอล)